๏ วันอังคารที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
ศ.ผุสดี ทิพทัส ภาคีสมาชิก บรรยายเรื่อง อาคารที่ได้รับการวิจารณ์ สรุปความได้ว่า อาคารที่ได้รับการวิจารณ์ในบทความนี้ เป็นการยกมาเป็นตัวอย่างเพียงบางอาคารและในบางประเด็นเท่านั้น การวิจารณ์จะมาจากสถาปนิกด้วยกันเองหรือมาจากเอกสารการวิเคราะห์จากผู้สนใจงานสถาปัตยกรรม รวมทั้งจากผู้ใช้อาคารเองโดยตรง ส่วนประเด็นที่นำมาวิจารณ์จะคัดเลือกมา ๙ ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาสถาปัตยกรรมไทยประเพณีสู่แบบไทยประยุกต์และไทยร่วมสมัย เรื่องฐานานุศักดิ์ (Hierarchy) ในงานสถาปัตยกรรม การคำนึงในเรื่องเทศบัญญัติโดยเฉพาะเรื่องระยะร่นจากอาคารข้างเคียงและถนนรอบอาคาร ประเด็นเรื่องการนำสถาปัตยกรรมตะวันตกในอดีตมาใช้กับอาคารที่สร้างใหม่ก็มักจะเป็นเรื่องที่นำมาวิจารณ์กันมากพอสมควรในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนเรื่องการนำแนวคิดเรื่องคิวบิสม์ (Cubism) มาใช้กับอาคารแม้จะมีตัวอย่างน้อย แต่ก็เป็นการใช้กับอาคารที่มีการกล่าวถึงกัน ยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับที่ว่าง (Space) ของอาคารและการนำระนาบทางแนวนอนและแนวตั้งมาใช้กับอาคารด้วย ส่วนประเด็นการใช้วัสดุและสีกับงานสถาปัตยกรรมก็มักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน สำหรับประเด็นที่มีทั้งการชื่นชมและการติติงได้แก่ เรื่องสถาปัตยกรรมไม่ควรลอกอดีต แต่ควรออกแบบที่สื่อความหมายใหม่ขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ควรได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ให้ลึกลงไป
ศ. ดร.พรสรรค์ วัฒนางกูร ภาคีสมาชิก บรรยายเรื่อง โครงการพุทธศาสนาในวรรณกรรมโลก สรุปความได้ว่า โครงการวิจัย พุทธศาสนาในวรรณกรรมโลก เป็นโครงการวิจัยโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางภาษาและวรรณคดี คณะอักษรศาสตร์ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๕๕๓ และครบรอบ ๕๕ พระชนมพรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการในแผนพัฒนาวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของเยอรมนี (Deutsche Forschungsgemeinschaft)
โครงการวิจัยชุดนี้ค้นคว้าเรื่องการรับพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมโลก เน้นวรรณกรรมเยอรมันใน ”ยุคต้นสมัยใหม่” (The Early Modern Age) หมายถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ อันเป็นช่วงที่แนวคิดของศาสนาจากตะวันออกรวมทั้งปรัชญาตะวันออกเป็นที่สนใจมากในดินแดนเยอรมนี รวมทั้งมีผลงานแปลคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยนักวิชาการชาวเยอรมัน งานเขียนในสาขาปรัชญา ผลงานวรรณกรรม ทั้งที่เรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรมพุทธ หรือวรรณกรรมและบทละครที่แทรกแนวคิด พระพุทธศาสนามากมาย โครงการวิจัยมีเนื้อหารวมถึงการรับพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมญี่ปุ่น และการพระราชทานพระไตรปิฎกฉบับอักษรสยามแก่สถาบันในยุโรปโดยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๙๗)
ความสนใจในพระพุทธศาสนาของชาวยุโรปนั้นมีมานานแล้วทั้งในสมัยก่อนและสมัยปัจจุบันเราพบว่า พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตก พบได้ในวรรณกรรมเยอรมันและวรรณกรรมของอีกหลายชาติหลายภาษาในเอเชีย จากการศึกษาวิจัยพบว่า ชาวยุโรปเริ่มรู้จักพระพุทธศาสนาตั้งแต่ช่วงสมัยพระเจ้ามิลินท์ คือ พระเจ้าเมนันโดรส กษัตริย์อินโด-กรีกผู้ครองอาณาจักรบักเตรียทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย พบในข้อเขียนที่รู้จักกันแพร่หลายคือ “มิลินทปัญหา” พระเจ้ามิลินท์ นับเป็นกษัตริย์ยุโรปพระองค์แรกที่เลื่อมใสในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้อุปถัมภ์พุทธศาสนาในยุคสมัยของพระองค์ ส่วนในทวีปยุโรปนั้น พระพุทธศาสนาเริ่มเป็นที่รู้จักในยุคกลาง ตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ นอกจากนี้ เราพบว่า ในบรรดาชาวยุโรปทั้งหมด ชนเผ่าเยอรมันเป็นชนชาติที่สนใจพระพุทธศาสนามากที่สุดโดยเฉพาะในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
การทำงานวิจัยในโครงการ พุทธศาสนาในวรรณวิจัยกรรมโลก เป็นการรับพระพุทธศาสนาในวรรณกรรมโลก เน้นวรรณกรรมเยอรมันใน ”ยุคต้นสมัยใหม่” (The Early Modern Age) หมายถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และศาสตร์ทางศาสนาที่นักวิชาการชาวไทยจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับนักวิชาการชาวเยอรมันจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาทำงานร่วมกันระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๗
ในการทำงานวิจัย ทางโครงการได้จัดสัมมนานานาชาติรวม ๓ ครั้ง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒ ครั้ง และที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเงิน เยอรมนี ๑ ครั้ง มีสิ่งพิมพ์รวม ๔ เล่ม ภาษาอังกฤษสองเล่ม ภาษา เยอรมันหนึ่งเล่มและภาษาไทยหนึ่งเล่ม รวมบทความย่อยของนักวิจัยที่เสนอในการประชุมต่างประเทศอีกหลายบทความ กับปาฐกถาพิเศษสำหรับนักวิจัยและผู้สนใจเข้าฟังในวงแคบอีก ๓ ครั้ง
๏ วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
ศ.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ ราชบัณฑิต บรรยายเรื่อง ผลงานจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สรุปความได้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีอัจฉริยภาพด้านศิลปะหลายสาขาทั้งด้านดนตรี ทัศนศิลป์ และงานช่าง เฉพาะด้านดนตรีเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไป ส่วนงานจิตรกรรมประติมากรรมนั้น ไม่เป็นที่รับรู้กันกว้างขวางนัก แม้จะทรงงานไว้เป็นจำนวนมากก็ตาม พระองค์ทรงเริ่มศึกษาและฝึกฝนการเขียนภาพด้วยสีน้ำมันประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ทรงศึกษาการเขียนภาพจากหนังสือศิลปะ และศิลปินอาวุโสของไทยสมัยนั้นถวายคำแนะนำ ทรงสร้างงานต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ มีผลงานจิตรกรรมได้มากกว่า๑๐๗ ภาพ ผลงานจิตรกรรมของพระองค์แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ หรือช่วงแรกทรงฝึกฝนกลวิธีการเขียนภาพสีน้ำมันเบื้องต้น ทรงเขียนภาพเหมือนบุคคล (portrait) และหุ่นนิ่ง (still life) กลุ่มที่ ๒ ทรงเขียนภาพตามความรู้สึกของพระองค์แต่ยังคงแสดงลักษณ์ และกลุ่มที่ ๓ ทรงแสดงออกอย่างอิสระไร้รูป แต่ละกลุ่มมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ผลงานจิตรกรรมของพระองค์ปรากฏต่อสาธารณะชนครั้งแรก เมื่อพระราชทานให้จัดแสดงในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ หลังจากนั้นได้พระราชทานผลงานจิตรกรรมในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติอีกหลายครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทยอย่างอเนกอนันต์ทำให้งานศิลปะสมัยใหม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ผลงานจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เป็นสิ่งมีค่ายิ่ง ทรงได้รับการถวายการยกย่องเป็น อัครศิลปิน พ.ศ. ๒๕๕๘ และกระทรวงวัฒนธรรมได้สร้างหออัครศิลปิน ที่ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะของพระองค์ให้ ประชาชนได้ชื่นชมพระอัจฉริยภาพ (www.supremeartist.org)

